จิตร ภูมิศักดิ์ : เขาคือใคร ?
- อัครพงษ์ ค่ำคูณ -
ในโลกใบเล็กอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้มีที่ทางของความทรงจำแห่งสังคมหรือที่เราเรียกว่าประวัติศาสตร์อยู่มากมายสำรับคนหลายคน
และอาจมากมายเกินพอ ที่คนรุ่นหลังจะได้รับรู้ ยกย่องสรรเสริญ
และได้รำลึกนึกถึงผู้คนเหล่านั้น แต่สำหรับคนบางคนแล้ว
ก็อาจจะไม่มีที่ทางแห่งใดบนโลก
หรือถ้ามีก็น้อยนิดสำหรับให้เขาได้อาศัยแอบอิงอยู่ตามลำพังอย่างสงบ
จิตร
ภูมิศักดิ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2473 ณ ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม
จังหวัดปราจีนบุรี เป็นบุตรของ ศิริ ภูมิศักดิ์
นายตรวจสรรพสามิต กับ แสงเงิน (ฉายาวงศ์) และมีพี่สาวหนึ่งคนชื่อ ภิรมณ์ เมื่อ จิตร อายุได้ 2 ปี
ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ปีเดียวกับวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติพระบรมราชินีนารถ และ
คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์
เดิมทีนั้นเขามีชื่อว่า
สมจิตร เมื่ออายุได้ 9-10 ปี ก็ตัดชื่อออกเหลือเพียง จิตร
เพราะนโยบายรัฐนิยมของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ.2481-2487/พ.ศ.2491-2500)
ที่บุคคลต้องตั้งชื่อ/เรียกชื่อตามลักษณะของเพศหญิง-ชายให้ชัดเจน
พ.ศ.
2484 บิดาได้ย้ายไปรับราชการที่จังหวัดพระตะบอง
ซึ่งไทยยึดเอามาจากเขมรและเปลี่ยนชื่อเป็น จังหวัดพิบูลสงคราม
ทำให้จิตรเข้าโรงเรียนที่นี่ เขามีโอกาสเรียนภาษาฝรั่งเศสและภาษาเขมรได้แตกฉาน
ถึงขั้นสามารถอ่านภาษาในจารึกเขมรโบราณได้ เมื่อสิ้นสุดสงครามอินโดจีนใน
พ.ศ. 2489 ไทยจึงต้องคืนพระตะบองให้เขมร บิดามารดาของจิตรได้แยกทางกัน
ครอบครัวจึงย้ายไปอยู่ที่จังหวัดลพบุรี
และมารดาเปิดร้านขายเสื้อผ้าเพื่อหาเงินส่งลูกเรียนหนังสือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 -
3 ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ในกรุงเทพมหานคร
พ.ศ.
2493 จิตรเข้าศึกษาในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทำให้เขามีโอกาสเรียนรู้และรับใช้ใกล้ชิดกับปรมาจารย์ถึง 2 ท่าน คือ ดร.วิลเลี่ยม เจ. เก็ดนี่ย์
ดุษฎีบัณฑิตทางอักษรศาสตร์ ฝ่ายภาษาโบราณตะวันออก อดีตที่ปรึกษาของหอสมุดแห่งชาติ
และ เรียนวิชาภาษาไทยกับ เสฐียรโกเศศ หรือ
ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าจิตร สอบได้ 100 คะแนนเต็ม
แต่อาจารย์หักออก 3 คะแนนเพื่อไม่ให้เหลิง
พ.ศ.
2496 จิตรเป็นสาราณียกรของมหาวิทยาลัย มีหน้าที่ผลิตหนังสือของมหาวิทยาลัยฉบับ 23
ตุลาฯ (วันปิยะมหาราช)
แต่แทนที่จะทำเนื้อหาให้เหมือนกับปีที่ผ่านมา
เขากลับชี้ให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงของประชาชน
เช่นมีข้อความให้นิสิตน้อมรำลึกถึงกรรมกรคนงานที่สร้างตึกจุฬาลงกรณ์
และประชาชนผู้เสียภาษีบ้าง
แต่ก่อนที่หนังสือจะเย็บปกเสร็จ
เจ้าหน้าที่ของโรงพิมพ์ ไทยวัฒนาพาณิช
ได้แอบส่งหนังสือไปให้ตำรวจสันติบาลจึงสั่งให้มีการอายัดหนังสือและมีการตั้งศาลเตี้ยสอบสวนขึ้นที่หอประชุมใหญ่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จนกระทั่งจิตรถูกกลุ่มนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จับ โยนบก
หรือทุ่มลงจากเวทีหอประชุม
ทำให้ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเลิดสิน
และทางฝ่ายมหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาโทษและมีมติให้จิตรพักการเรียนเป็นเวลา
1 ปี คือในปี พ.ศ. 2497
พ.ศ.
2498 จิตรจึงได้กลับเข้าเรียนต่อในชั้นปีที่ 3 ในช่วงนี้
จิตรได้หันมาทำงานเป็นมัคคุเทศก์ นำชาวต่างประเทศไปท่องเที่ยวชมนครวัดนครธม
ทำให้จิตรมีความเชี่ยวชาญทางโบราณคดีภาษาเขมรและการอ่านจารึกได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ในการกลับเข้ามาเรียนครั้งนี้ จิตรได้รวมกลุ่มกับเพื่อนนิสิตที่มีแนวคิดก้าวหน้าจากคณะต่างๆ
ทำกิจกรรมที่เน้นหนักไปในทางปฏิบัติและการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งในระดับคณะ
ในระดับมหาวิทยาลัย และในระดับขบวนการนิสิตนักศึกษา
มีการกระตุ้นให้นักเรียน
นิสิตนักศึกษามีความรักประชาธิปไตย สนใจการเมืองให้เข้าใจว่าการเมืองเป็นปมเงื่อนในการแก้ปัญหาของประเทศ
การคัดค้านวัฒนธรรมอันต่ำทรามของจักรวรรดินิยมอเมริกา
พิทักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ
คัดค้านความไม่เป็นประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัย คัดค้านระบบอาวุโส ลัทธินิยมคณะ
ลัทธินิยมมหาวิทยาลัย และลัทธิบ้ากีฬาฯ กระตุ้นให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ
มีความสามัคคีกันตระหนักถึงผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง
ตระหนักถึงภัยของจักรวรรดินิยม
และได้มีความพยายามผลักดันให้เกิดองค์กรกลางของกลุ่มนิสิตนักศึกษาไทยขึ้นซึ่งก็คือ
สหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แต่มีการยึดอำนาจของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
เสียก่อนจึงไม่สำเร็จ
นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ให้นักศึกษาบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่พิษณุโลก
ปี พ.ศ. 2499 ชักชวนนิสิตจุฬาฯ ออกไปปฏิบัติงานตาม หัวลำโพง ตามกรมแรงงาน
กรมประชาสงเคราะห์ในเวลาเย็น นำอาหารเครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรคไปแจกจ่าย
และหาที่อยู่ตามวัดต่างๆ
ให้ผู้อพยพชาวอีสานที่เข้ามาหางานทำและรณรงค์ไม่ให้ชาวอีสานถูกหลอกลวงการใช้แรงงาน
โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร
เข้าร่วมด้วย
กลุ่มของ
จิตร พยายามที่จะสร้างความสามัคคีระหว่างจุฬาฯ และธรรมศาสตร์
ซึ่งขณะนั้นบรรยากาศขาดความสามัคคี ด้วยจุฬาฯ ดูถูกธรรมศาสตร์ว่าเป็น
มหาวิทยาลัยไพร่ จบออกมาไม่มีงานทำเป็นตลาดวิชาลูกตาสีตาสาก็มาเรียนได้
ด้านธรรมศาสตร์ก็ดูถูกจุฬาฯ ว่าเป็น มหาวิทยาลัยผู้ดี
มีแต่ลูกคนรวยเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
ทางกลุ่มได้ชูคำขวัญที่ก้าวหน้าเพื่อจูงให้นิสิตนักศึกษาจากสองมหาวิทยาลัยลืมลัทธิหลงมหาวิทยาลัยหันมาถือเอาอุดมการณ์รับใช้ประชาชนร่วมกันแทน
เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดคือ การร่วมคัดค้านการเลือกตั้งที่สกปรกเมื่อปี พ.ศ. 2500
โดยออกใบปลิวเปิดโปงการโกงการเลือกตั้งของ พรรคเสรีมนังคศิลา
(ซึ่งมี จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นหัวหน้า)
และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งท้ายที่สุดจบลงด้วยการทำรัฐประหารยึดอำนาจโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
วันที่
27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จิตร ภูมิศักดิ์
จบการศึกษาอักษรศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากนั้นจึงทำงานเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์และเป็นอาจารย์พิเศษวิชาภาษาอังกฤษที่คณะสถาปัตยกรรม
มหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมทั้งเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ
สถาบันค้นคว้าเรื่องเด็กของยูเนสโกที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร
จากการสอนของ จิตร ทำให้หนังสือรับน้องใหม่ของศิลปากร ปี พ.ศ. 2500
เป็นหนังสือที่ปฏิวัติแนวคิดเรื่องศิลปะอย่างขุดรากถอนโคน
มีการเผยแพร่งานเขียนเรื่อง ศิลปเพื่อชีวิต
ซึ่งใช้นามปากกาผู้เขียนว่า ทีปกร (ต่อมาสำนักพิมพ์เทเวศน์
จึงรวมพิมพ์เป็นเล่มชื่อ ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน)
หนังสือรับน้องศิลปากรนี้ จัดพิมพ์ 1,000 เล่ม
แต่หลังจากมีการแจกหนังสือดังกล่าวได้ถูกบรรดานักศึกษาคณะจิตรกรรม
ต่อต้านและนำไปทำลายเป็นจำนวนมาก
จนเกิดการชกต่อยระหว่างผู้มีแนวคิดแตกต่างกันสองแนวทาง
และปีเดียวกันนี้จิตรได้เขียนบทความชื่อ
บทบาททางวรรณคดีของพระมหามนตรี ซึ่งมีเนื้อหาล้อเลียนวัฒนธรรมศักดินา
โดยเฉพาะวรรณกรรมของชนชั้นสูงในเรื่อง อิเหนา และเขียน เพลงยาวบัตรสนเท่ห์
เพื่อสะท้อนการฉ้อราษฎร์ บังหลวง เป็นต้น
ตอนเช้าตรู่ของวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2501
จิตรถูกจับกุมพร้อมกับบุคคลอื่นๆ ที่ต่อสู้เพื่อประชาชน ด้วยข้อหา
มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และ
สมคบกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร
เป็นผลมาจากการใช้นโยบายปราบปรามแบบเหวี่ยงแหของ จอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์
วันที่
30 ธันวาคม พ.ศ. 2507 จิตร
ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากศาลกลาโหมยกฟ้อง รวมแล้วเป็นเวลากว่า 6
ปีเศษที่จิตรติดคุกโดยไม่มีความผิด
ระหว่างที่จิตรอยูในคุกนั้นก็ใช้เวลาส่วนมากในการเขียน ซึ่งผลงานเด่นๆ
ที่เกิดขึ้นในคุก เช่น เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา, นวนิยายแปลเรื่อง
แม่ ของแมกซิมกอร์กี้, นวนิยายแปลจากอินเดียเรื่อง
โคทาน ของเปรมจันท์ (แปลไม่จบ) และ
ผลงานทางวิชาการที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่นักศึกษาอุษาคเนย์ทุกคนต้องอ่านและศึกษานั่นคือ
ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาวและขอม
และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ จัดพิมพ์โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
เดือนตุลาคม
พ.ศ. 2508 จิตร ได้ตัดสินใจเดินทางสู่ชนบทภาคอีสาน
เพื่อเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
ในนาม สหายปรีชา และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักปฏิวัติผ่านงานเขียน บทความ
และบทวิจารณ์สังคมมากมาย จนกระทั่ง วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.
2509 ขณะเข้ามาขอข้าวจากชาวบ้าน จิตร ภูมิศักดิ์
ก็ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐล้อมยิงเสียชีวิต ณ บ้านหนองกุง
ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร
นับเป็นฉากสุดท้ายแห่งการเริ่มต้นตำนานชีวิตของบุรุษผู้นี้
ผลงานทางวิชาการจำนวนมากมาย เช่น
โฉมหน้าศักดินาไทย ตำนานแห่งนครวัด และข้อเขียนทางประวัติศาสตร์อื่นๆ
ที่เปิดโลกทัศน์การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยไม่ให้จำกัดอยู่เพียงยุคสุโขทัย อยุธยา
หรือรัตนโกสินทร์ และถือได้ว่า จิตร ภูมิศักดิ์
คือผู้จุดเทียนนำทางให้แก่ปัญญาชนรุ่นหลังอย่างปฏิเสธไม่ได้
มีคนเคยกล่าวว่า
พระจันทร์ในวันเพ็ญ แม้จะเป็นเสมือนแสงดวงใหญ่ ที่ส่องสว่างให้แก่โลกในเวลาค่ำคืน
โดยผู้คนต่างก็จ้องมองดูดวงจันทร์ด้วยความชื่นชม
จึงไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกับหิ่งห้อยป่าที่มีแสงสว่างเพียงน้อยนิด
ไม่มีแม้ผู้คนจะสนใจไตร่ถาม แต่ถึงกระนั้นก็ตาม
หิ่งห้อยป่าก็สามารถที่จะสร้างแสงสว่างให้ตนเองได้
หาจำเป็นต้องหยิบยืมเอาแสงสว่างจากพระอาทิตย์มาห่มคลุมหลุมบ่อและปกปิดความมืดของตนดังเช่นพระจันทร์ไม่
เป็นเวลากว่า
37 ปี (พ.ศ. 2509-2546) ที่ จิตร ภูมิศักดิ์ ละสังขารจากโลกใบนี้ไป แต่เป็นเวลากว่า
73 ปี (พ.ศ. 2473-2546) ที่ จิตร ภูมิศักดิ์
ยังคงเป็นเสมือนแสงสว่างดวงเล็กๆ แต่มีพลังอันยิ่งใหญ่
ที่จะคอยส่องทางชี้นำให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา
ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ในป่าหรือในเมือง ในบ้านหรือในคุก ชายหรือหญิง
ขอแต่เพียงมีใจแสวงหา พร้อมที่จะทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนผู้ทุกข์ยาก
และขึ้นชื่อว่า ได้สืบทอดเจตนารมณ์ที่ดีพอเหมาะสม
ในการใช้ปัญญาเพื่อแสวงหาทางออกให้กับสังคมนี้ตลอดไป